เมื่อเข้าใจเรื่องกรรมก็เห็นความจริง
เมื่อเห็นใครสักคนเดือดร้อนในเรื่องต่าง ๆ หรือพบเห็นสัตว์สักตัวถูกกระทำทารุณ ทุกคนคงมีความรู้สึกสงสาร อยากช่วยให้พ้นความเดือดร้อน เมื่อช่วยไม่ได้ก็รู้สึกกระวนกระวายจนเป็นทุกข์เสียเอง ผมเคยมีความรู้สึกขนาดที่ว่า ทำไมคนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ทั้งตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบและเห็นคนอื่นถูกเอารัดเอาเปรียบ เกิดความเกลียด โกรธ แค้น คับข้องหมองใจ พาลด่าโลกว่าหาความยุติธรรมและความเสมอภาคไม่ได้
เมื่อใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบันนี้ ด้วยการน้อมนำเอาธรรมแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นธงในการดำเนินชีวิต ค่อย ๆ เรียนรู้และปฏิบัติไปตามกำลังสติปัญญา โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องกรรมทำให้เข้าใจความจริงมากขึ้น เมื่อเข้าใจก็ปฏิบัติตาม ทำให้เกิดปัญญา มองเห็นความจริงว่า ความทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งหลายนั้น ความไม่เสมอภาคทั้งหลายนั้น ล้วนเกิดมาจากกรรมของแต่ละบุคคลทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นไปตาม “กฏแห่งกรรม” นั่นเอง
คนทุกคน สัตว์ทุกตัวล้วนผ่านการเกิดมานับอนันตชาติ สลับสับเปลี่ยนสถานะและภพภูมิไปตามกรรมของตน แน่นอนว่า ตลอดการเกิดที่นับไม่ถ้วนนั้น ย่อมทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว บางชาติอาจทำกรรมชั่วไว้มาก บางชาติทำกรรมดีไว้มาก ทับถมกันเป็นเส้นด้ายกองใหญ่จนยุ่งเหยิงไปหมด เมื่อเกิดในแต่ละชาติก็เสวยกรรมที่ตนได้เคยทำไว้ ซึ่งไม่รู้ว่ากรรมอันใดจะให้ผล
คนที่เดือดร้อนด้วยเรื่องใด ๆ ก็ย่อมเกิดจากรรมของเขา อาจเป็นกรรมใหม่ที่ก่อขึ้นในชาตินี้ หรืออาจเป็นกรรมเก่าในชาติผ่าน ๆ มาตามมาให้ผล สัตว์ก็เช่นกัน เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็ทำให้ทำอะไร ๆ ระมัดระวังขึ้น พยายามไม่ทำกรรมชั่วโดยตั้งใจ พยายามทำกรรมดีให้มากเข้าไว้ รักษากำลังใจให้อยู่ในความดีไว้ให้มั่นคงที่สุด
การช่วยเหลือคนก็ดี สัตว์ก็ดี ได้กระทำไปด้วยสติปัญญาไม่ใช่อารมณ์ นั่นคือ ช่วยเหลือไปตามกำลังของตน คิดไว้ว่า การช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมโลกไม่ว่าคนหรือสัตว์เป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง แม้เขายังเดือดร้อนอยู่ก็ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่เป็นเพราะกรรมของเขา เราได้ทำหน้าที่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายเป็นอย่างดีแล้ว นอกเหนือจากนั้นย่อมเป็นหน้าที่ของเขาที่จะดิ้นรนให้พ้นบ่วงกรรมของตน เราหรือใครก็ตามช่วยได้ก็เพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเท่านั้น นี่เรียกได้ว่าเป็นอุเบกขา คือช่วยเต็มกำลังแล้วก็ต้องวางใจลง ไม่เก็บมาคิด หรือติดใจให้ขุ่นเคือง
หากเป็นเมื่อก่อนจะต้องนำมาคิดให้ตัวเองเป็นทุกข์ พาลโทษโลกโทษสังคมว่าไม่ความยุติธรรม ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น
การเข้าใจเรื่องกรรมนับว่าช่วยให้เกิดสติในการดำเนินชีวิต ทำให้กระทำการทั้งหลายด้วยความระมัดระวัง พยายามไม่กระกรรมไม่ดีให้มากที่สุด หากมีสิ่งไม่ดีมากระทบก็ตั้งรับได้อย่างมีสติมากขึ้น นึกไว้เป็นลำดับแรกว่านี่คือผลจากกรรมที่เราทำไว้ ไม่ตีโพยตีพายโทษใครหรือสิ่งใด เมื่อยอมรับแล้วก็หาทางแก้ไขโดยใช้ปัญญาได้ดียิ่งขึ้น แม้จะเดือดร้อนจากเรื่องไม่ดีแต่ก็มีความทุกข์น้อยกว่าเมื่อก่อน เพราะเข้าใจความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามาจากอะไรนั่นเอง
ผมเห็นว่า เราท่านทั้งหลายต้องศึกษาทำความเข้าใจเรื่องกรรมให้ถ่องแท้ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่ากรรมนั้นไม่ใช่ของเบา เป็นของหนัก จึงต้องดำเนินชีวิตให้ห่างจากกรรมที่ไม่ดีให้มากที่สุด ซึ่งจะทำให้สบายขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า.
โกศล อนุสิม
๕ มีนาคม ๒๕๕๓

เชิญแสดงความคิดเห็น