<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.4" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ธรรมบูชา</title>
	<link>http://dhammabucha.com</link>
	<description>พุทธธรรม, ธรรมะของพระอริยเจ้า, ประสบการณ์ชีวิตกับธรรมะ,หนังสือธรรมะ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 12 Jul 2010 16:32:28 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๑๑ : ตัวเรายังเลวอยู่มาก</title>
		<description>ตัวเรายังเลวอยู่มาก จิตใจเต็มไปด้วย รักโลภโกรธหลง ศีล ๕ ยังบกพร่อง กรรมบท ๑๐ ยังไม่เต็ม มีความอิจฉาคนอื่น พรหมวิหาร ๔ ยังขาดอยู่มาก

รู้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ดี เพียงแค่รู้แต่ยังไม่สามารถสลัดให้พ้นไปจากจิตใจของเราได้ จะมีบ้างก็ชั่วครั้งชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งที่รู้สติ มีมสาธิ แต่เป็นเพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น นับว่ายังห่างไกลจากระแสแห่งความสงบสุขที่แท้คือพระนิพานอยู่มากนัก

ต้องเคี่ยวเข็ญตนเองให้หนัก ด้วยการโจทย์ตนเองเพื่อตรวจสอบหาความไม่ดีของตนแล้วกำจัดไป พระพุทธองค์ทรงสอนว่า อัตตา โจทยัต ตานัง จงตือนตนด้วยตนเอง เพราะคนอื่นไม่รู้ว่าเราทำอะไรไม่ดีไม่งามไว้วาง

เตือนตนได้นั้นเป็นของดี เราพยายามเตือนตนไม้ให้คบหากับสิ่งชั่วร้ายข้างต้น จงหาความเลวของตัวเองให้พบแล้วหาทางกำจัดออกไปเสีย เรายังเลวอยู่มาก ต้องขจัดความเลวออกไป

นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน.

โกศล อนุสิม
12 กรกฎาคม 2553 </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-11</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๑๐ : สวดมนต์ลดบาป</title>
		<description>
การสวดมนต์เป็นการทำความดี แม้จะสวดไปโดยไม่รู้ความหมายของถ้อยคำที่สวดก็ตาม แต่เมื่อเป็นการตั้งใจทำในสิ่งที่เป็นความดี ดังนั้น เมื่อมีความตั้งใจและได้ลงมือทำความดีแล้ว ย่อมเป็นกุศล

กุศลเกิดขึ้นแน่นอนเมื่อตั้งใจสวดมนต์  หากเข้าใจในคำสวดด้วยก็จะทำให้รู้ความหมาย เมื่อพิจารณาไปด้วยก็จะเกิดปัญญา  นำไปสู่การพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

แต่ถึงแม้จะสวดมนต์โดยไม่รู้ความหมาย ก็เป็นการวางตนให้อยู่ในขอบเขตของกุศล ดังคำของครูบาอาจารย์ เช่น พระครูธรรมธรเล็ก สุธมมฺปญฺโญ วัดท่าขนุนจังหวัดกาญจบุรี ได้อธิบายว่า การสวดมนต์นั้น ทำให้หยุดทำความชั่วได้สองทางคือ ทางกายและทางวาจา ส่วนใจนั้นอาจคิดไปในทางไม่ดีขณะสวดมนต์ได้ แต่ถือได้ว่ามีกำไร ๒ ทางแล้ว 

การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความเคารพศรัทธา เป็นพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ อันเป็นบุญใหญ่ทั้งสิ้น ดังนั้น การสวดมนต์จึงเป็นการลดการทำบาปได้อย่างใหญ่หลวง

โกศล อนุสิม
๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓
 </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-10</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๙ : ระวังศีล</title>
		<description>การรักษาศีลคือการทำความดีตามที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ โดยการทำความดีนั้นมีอยู่ ๓ ขั้นคือ ทาน ศีล ภาวนา การรักษาศีลเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานทำให้เกิดสมาธิและปัญญา ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ย่อมต้องใช้ความตั้งใจ ตั้งมั่น และระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง ได้สอนให้รักษาศีลแบบเป็นขั้นตอนเริ่มจากง่าย ๆ ก่อน นั่นคือกำหนดเวลาที่รักษาศีลเอาไว้ เช่น จากหกโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้าทุกวัน ในระยะเริ่มแรกอาจบกพร่องไปบ้างแต่ก็เริ่มใหม่ ทำจนให้ทรงตัวและวจึงขยายเวลาออกไป ในที่สุดก็จะเคยชิน ทำได้ทุกวัน

เราก็ทำตามคำสอนของหลวงพ่อ เมื่อทำนานเข้าก็เกิดความเคยชิน ใจจะคอยระลึกถึงศีลอยู่เสมอ จะทำสิ่งใดก็คิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่าจะผิดศีลหรือไม่ แม้จะไม่ใช่ทุกลมหายใจ แต่ก็ทำให้ละเมิดศีลลดน้อยลงมาก

การละเมิดศีลเป็นเรื่องไม่ดีและทำให้เกิดความทุกข์ อย่างน้อยก็ทุกข์ทางใจ เมื่อระมัดระวังศีลก็ทำให้ละเมิดศีลน้อยลง เมื่อละเมิดศีลน้อยลงก็ไม่ต้องกังวลในผลที่จะเกิดขึ้นจากเรื่องไม่ดีนั้น ศีลจึงทำให้เกิดความสุข

โกศล อนุสิม
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓  </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-09</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๘ : ตั้งใจในบุญ</title>
		<description>. 

การตั้งใจในบุญย่อมทำให้เราเป็นผู้เกาะอยู่ในเขตบุญ   นั่นคือ พยายามนึกถึงบุญกุศลอยู่เสมอ ทั้งบุยกุศลที่ได้ทำมาแล้ว และบุญกุศลที่ตั้งใจจะทำ  รวมถึงบุญกุศลที่คนอื่นได้ทำแล้ว เมื่อเรานึกถึงเสมอ ๆ เราย่อมเกาะติดอยู่กับบุญกุศลนั้น

ในเมื่อใจหรือจิตเราอยู่กับบุญกุศล ย่อมทำให้เรามีโอกาสที่จะทำบาปได้น้อยลง เพราะใจไม่ว่างสำหรับเรื่องบาป  หรือหากเผลอไผลไปคิดบ้าง กุศลที่เราเกาะติดอยู่ก็จะเข้ามาแทรก ช่วยกำตัดความคิดเรื่องบาปนั้นให้สลายตัวไปโดยเร็ว

หากเกาะอยู่กับบุญกุศล จะทำให้เกิดหิริโอตัปปะโดยปริยาย  คือเกรงกลัวการทำบาป และละอายที่จะทำบาปโดยอัตโนมัติ  ทำให้ปลอดภัยจากการทำผิดบาปได้มากขึ้น  แม้จะไม่ปลอดภัยอย่างเด็ดขาด (เพราะมีเพียงพระอริยเจ้าเท่านั้นที่จะปลอดภัยโดยเด็ดขาด) แต่ก็ทำให้ลดกรรมเป็นบาปลงได้มาก

เราต้องตั้งใจในบุญให้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยจากทุคติ หรืออย่างน้อยก็จะได้ช่วยให้เบาลง.

 โกศล อนุสิม
๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-08</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๗ : ความฟุ้งซ่าน</title>
		<description>.

บางวันมีความฟุ้งซ่านมาก คิดไปมากมาย  หากฟุ้งซ่านในเรื่องที่ดีก็ดี แต่หากฟุ้งซ่านในเรื่องที่ไม่ดีก็เป็นที่น่าเสียดาย  เพราะเมื่อฟุ้งซ่านในเรื่องที่ไม่ดีแล้ว จิตใจก็เศร้าหมอง เมื่อจิตใจเศร้าหมองก็หาความแช่มชื่นเบิกบานได้ยาก

ความฟุ้งซ่านห้ามได้ยาก  ดังนั้น จึงพยายามฟุ้งซ่านในเรื่องดี เรื่องที่เป็นกุศล  เมื่อฟุ้งซ่านในเรื่องอยากเป็นโน่นอยากเป็นนี่ ก็พยายามอยากเป็นในสิ่งที่ดี ๆ  อยากเป็นพระอริยเจ้า อยากเป็นผู้หมดกิเลส แล้วก็ฟุ้งซ่านหาทางที่จะไปให้ถึงจุดนั้น

หรือฟุ้งซ่านในเรื่องการทำบุญกุศล  ทั้งการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก และกุสลในการบำรุงพระพุทธศาสนา  เรียกว่า ทั้งกุศลในเรื่องทางโลกและทางธรรม  การฟุ้งซ่านเช่นนี้  นับว่าเป็นเรื่องที่ดี

หากตายขณะฟุ้งซ่านเรื่องกุศล ก็ยังมีที่หมายอันเป็นสุคติ แม้จะไม่หมดกิเลส แต่เกิดในแดนดี ก็นับว่ายังมีกำไร  หากฟุ้งซ่านในทางไม่ดี ตายไปแล้วพลัดลงทุคติ กว่าจะพ้นมาได้ก็นับแสนนาน  เพื่อนที่เกิดด้วยกันในชาตินี้ไปนิพพานกันหมดแล้วเรายังไม่พ้นจากทุคติภูมินั้นเลย

โกศล อนุสิม
๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-07</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๖ : มโนกรรม</title>
		<description>การระงับกรรมหรือหยุดยั้งการกระทำนั้น ทางกายนับว่าสามารถหยุดยั้งได้มากที่สุด รองลงมาก็คือวจีกรรมหรือคำพูด ที่หยุดยั้งได้น้อยที่สุดก็คือมโนกรรม คิอกรรมที่เกิดจากใจ อันได้แก่ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ

ธรรมดาคนเรานั้นจิตย่อมคิดฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา  ส่วนมากแล้วจะฟุ้งไปในทางไม่ดี คือ  โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อาฆาตแค้น  ซึ่งล้วนแต่เป็นกรรมที่ชักนำไปในทางชั่ว หากมโนกรรมเข้มข้นก็มีโอกาสที่จะเปล่งออกไปทางวาจา หรือลงมือกระทำทางกาย

เราพยายามจำกัดวงมโนกรรมในทางไม่ดี ด้วยการภาวนาพุทโะ และพระคาถาต่าง ๆ ที่เป็สัญลักษณ์แทนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อได้ภาวนาพระคาถาแล้วทำให้ความฟุ้งซ่านลดลง มีใจคิดแต่สิ่งดี ๆ  ทำให้เกิดความสงบ

เราเป็นคนธรรมดาสามัญ ยังไม่ไดฝึกจิตให้ดี ก็มีความหวั่นไหวมาก แต่เมื่อรู้แล้วก็พยายามหาทางดับมันเสีย นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ค่อย ๆ ทำไป สักวันหนึ่งคงเป็นผลหากไม่ล้มเลิกเสียก่อน

เราตั้งจิตอธิษบานไว้แล้วว่าจะทำให้ถึงที่สุด คือกำจัดความฟุ้งซ่านให้หมดสิ้นไปจากใจ.

โกศล อนุสิม
๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-06</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๕ : คุณของพระพุทธเจ้า</title>
		<description>.
พุทโธ อัปปมาโน คุณของพระพุทธเจ้าไม่มีประมาณ นั่นคือมากจนไม่สามารถที่จะนับได้ จะเปรียบเทียบกับอะไรก็ไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้านั้นเป็นบุคคลที่เลิศที่สุด มีความบริสุทธิ์สมบูรณ์

การนึกถึงพระพุทธเจ้าย่อมเป็นการนึกถึงความดี เพราะพระพุทธเจ้าคือความดีอันบริสุทธิ์ เมื่อนึกถึงพระพุทธเจ้าจิตใจย่อมเกาะอยู่กับความดี เมื่อจิตใจเกาะอยู่กับความดีย่อมมีความสุข เหมือนคำโบราณว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

เราศรัทธาในพระพุทธเจ้า ศรัทธาในคำสั่งสอนของพระองค์คือพระธรรม ศัทธาในสาวกของพระองค์คือพระสงฆ์  เมื่อศรัทธาแล้วก็ให้ความเคารพและปฏิบัติตาม เมื่อปฏิบัติแล้วก็ทำให้เกิดความสุข ความสุขที่เกิดนั้นย่อมเป็นสุขที่แท้ ติดตามเราไปทุกภาพทุกชาติ

พุทโธอัปปมาโน คุณของพระพุทธเจ้านั้นเกินประมาณโดยแท้ เมื่อแม่ป่วยใกล้เสียชีวิต เราได้ไปเยี่ยมแม่ ได้ชวนแม่ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ รวมเป็นคุณของพระรัตนไตรย ด้วยการภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ แม่ได้ภาวนาตามนั้นทุกครั้งที่นึกได้  ต่อมาก็เหลือแต่พุทโธ

เมื่อกลับจากเยี่ยมแม่ก็ได้โทรศัพท์คุยกับแม่เสมอ ๆ ได้ภาวนาพุทโธกับแม่ทางโทรศัพท์ แม่แม้จะเจ็บป่วยมากแต่น้ำเสียงมีความสุข เมื่อใกล้เสียชีวิตได้บอกแก่ลูกหลานว่า มีคนนำก้อนเมฆรูปเรือมารอรับในท้องฟ้าติดชายคาบ้าน บอกให้ลูกหลานดูแต่ไม่มีใครเห็น

ต่อมาไม่กี่วันก็สิ้นใจ ก่อนที่จะถึงลมหายใจสุดท้ายยังบอกลูกว่าแม่ขอไปนั่งเรือก้อนเมฆลูกบอกว่า ถ้าแม่อยากไปก็ไปเถิด จากนั้นแม่ก็สิ้นใจ นี่เป็นคำบอกเล่าของน้องสาวซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของแม่ที่อยู่กับแม่จนวันสุดท้าย

เราเชื่อว่านี่เป็นผลแห่งการภาวนาพุทโธของแม่ ทำให้แม่มีสติ เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ และทำบุญกุศลที่แม่ทำมาทั้งหมดมารวมตัวกัน ส่งแม่ยังภพภูมิที่มีความสุข

เรื่องนี้ใครไม่เคารพพระพุทธเจ้าย่อมไม่เชื่อ เมื่อไม่เคารพพระพุทธเจ้า การที่จะสนใจพระธรรมและพระสงฆ์รวมทั้งการปฏิบัติตามย่อมไม่มี ในที่สุดก็ไม่เห็น

เราเคารพและเชื่อในพระพุทธเจ้า ...</description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-05</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๔ : สิ่งที่เราเป็น</title>
		<description>เราคิด เราเชื่อ เราทำ สิ่งใด เราก็เป็นสิ่งนั้น เราคิดว่า เราเป็นชาวพุทธ เราเชื่อคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา เราย่อมเป็นพุทธมามกะ เป็นพุทธศาสนิกชน เมื่อเราทำยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราก็ย่อมเป็นผู้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะ ทาน ศีล ภาวนา ทำให้คนเป็นผู้จริญ

เจริญนี้มิได้หมายเจริญด้วยทรัพย์ทางโลกที่เป็นสมบัติพัสถาน แก้วแหวนเงินทอง หากแต่เป็นอริยทรัพย์ที่จะนำพาเราไปสู่การหลุดพ้นจากการเกิด คือหลุดพ้นทุกข์ทั้งปวง ในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นวันหนึ่งวันใดในชาตินี้ หรือเป็นวันหนึ่งวันใดในชาติต่อ ๆ ไป

เราเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราต้องเป็นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  แม้สติปัญญาเรายังพร่อง แต่เราค่อย ๆ เติมไปไม่หยุด สติปัญญาก็ย่อมเพิ่มพูน สักวันหนึ่งเมื่อเพียงพอแล้ว เราย่อมรู้ธรรมที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้ แม้จะอีกยาวนานมากก็ตาม

เราอาจเดินช้าแต่ถ้าหากเดินไม่หยุดก็ย่อมถึงจุดหมายปลายทาง

เราอยากเป็นผู้พ้นกิเลส แล้วลงมือปฏิบัติ เราก็เป็นผู้เตรียมตัวไว้ดีแล้ว บอกตัวเองว่า จงอย่าเลิกล้ม.

โกศล ...</description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-04</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๓ : หนทางเราเลือก</title>
		<description>เราเกิดมาเป็นมนุษย์นับอนันตชาติ ไม่นับเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก เป็นเทวดา เป็นพรหม เวียนว่ายอยู่เช่นนี้มีสุขในภาพภูมิพหรมและเทวดาก็เป็นสุขชั่วคราว หมดแล้วก็มาเป็นทุกข์ในภพมนุษย์และสัตว์ เป็นอย่างนี้มาไม่ถ้วนและจะนับเนื่องต่อไปอีกไม่ถ้วน

โชคดีที่มีปัญญาเห็นความจริงคือทุกข์นั้นในชาตินี้ จึงไม่อยากจะทุกข์อีก สุขชั่วคราวบนภพพรหมและเทวดาก็ไม่อยากมีแล้ว อยากไปนิพพานคือการดับจากความชั่วความเศร้าหมองอันเป็นบ่อเกิดของทุกข์โดยสิ้นเชิง

เราจึงตั้งจิตอธิษฐานไปพระนิพพาน การอธิษฐานคือการตั้งเป้าหมาย ตั้งจิตอธิษฐานจะไปนิพพานในชาตินี้ ส่วนจะไปถึงหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่เน้นย้ำคำอธิษฐานทุกวัน ทำสิ่งใดก้แล้วแต่หากเป็นการบุญก็ตั้งจิตไปนิพพานไว้ ให้จิตรู้และจำ 

เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้ว ตัวเราก็ตั้งใจทำในสิ่งที่จะนำไปสู่นิพพานได้ นั่นคือ ทาน ศีล ภาวนา ตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อย ๆ ทำไปตามกำลัง เรากำลังน้อยก็ทำน้อย เหมือนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เรามีเงินน้อยก็ขึ้นรถยนต์ หากมีเงินมากก็ขึ้นเครื่องบิน ถึงที่หมายเช่นเดียวกันแต่ช้าเร็วต่างกัน

หากไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ไม่รู้เมื่อไรจะได้ไป เพราะไม่รู้จะไปไหน ต้องวนเวียนอยู่ที่เดิม คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ยาวนานไม่รู้จุดสิ้นสุด

เมื่อเราเกิดปัญญา รู้ตัว ตั้งเป้าหมายไว้ คงช่วยย่นระยะเวลาเดินทางลงได้ไม่มากก็น้อย 

จึงตั้งจิตอธิษฐานเสมอว่า ตายเมื่อใดขอไปพระนิพานเมื่อนั้น 

นี่เป็นหนทางที่เราเลือกแล้ว

โกศล อนุสิม
๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓
 </description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-03</link>
			</item>
	<item>
		<title>ในร่มธรรมวันที่ ๒ : บุญใหม่เราสร้าง</title>
		<description>บุญเก่าทำให้เราเกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ เรียนรู้สัจธรรมเพื่อขจัดอวิชชามุ่งทำลายการเกิด หากต้องการถึงความไม่เกิดก็จะต้องเร่งสะสมบุญในทุกวิถีทาง

การทำบุญมี ๑๐ อย่าง พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในบุญกิริรยาวััตถุ สรุปให้ย่อลงเหลือ 3 อย่างคือ ทาน ศีล และภาวนา ทานเป็นบุญที่ทำได้ง่ายที่สุด ยากขึ้นมาก็คือศีล ยากขึ้นมาอีก็คือภาวนา และผลของบุญนั้นยิ่งยากก็ยิ่งมีมาก

เรื่องบุญเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนสำหรับผู้ไม่เข้าใจ การที่ไม่เข้าใจเป็นเพราะกำลังใจยังไม่ถึง  แต่ถ้าหากกำลังใจถึงแล้วการทำบุญเป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่การทำบาปนั้นยากว่า เพราะผู้เข้าใจในบุญไม่คิดจะทำบาป เพราะเป็นการฝืนใจตนเอง เมื่อฝืนใจจึงทำได้ยาก

เราโชคดีที่มีบุญเก่าติดตัวมาดี ทำให้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องบุญได้มาก ดังนั้นจึงรู้ทางในการทำบุญมากโดยไม่ต้องสงสัยในเรื่องผลของผล เพราะเชื่อในคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ตามหลักกาลามสูตรแล้ว เชื่อว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ก่อประโยชน์อย่างแท้จริง จึงต้องทำตาม

วันนี้ได้สร้างบุญใหม่ไว้มาก นั่นคือตื่นเช้าก่อนลุกจากที่นอนก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ รำลึกถึงศีลที่ได้ยึดถือปฏิบัติเสมอมา ระลึกถึงพรหมวิหารสี่ ตั้งใจที่รักษาศีลและสร้างพรหมวิหารสี่ไว้ในตน ทบทวนถึงประโยชน์ของการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ซึ่งถือว่าเป็นบุญในด้านภาวนา

กลางวันได้เดินทางไปทำบุญถวานสังฆานกับท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง จ.อทัยธานี คือหลวงพ่อพระครูปลัดอนันต์ พทธฺญาโณ ลูกศิษย์ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ที่ได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากพระอาจารย์ โดยไปทำสังฆทานที่บ้านสายลม และทำบุญอื่น ๆ ...</description>
		<link>http://dhammabucha.com/dhammalife-02</link>
			</item>
</channel>
</rss>
