ฟังธรรมกับฟังเพลง
ผู้ที่เดินทางด้วยการขับรถ ไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมือง รถติดหรือไม่ติด ก็มีความปวดเมื่อยและง่วงนอนกันทุกคน ต้องทำจิตใจให้ผ่อนคลายด้วยการฟังวิทยุ ซึ่งส่วนมากแล้วคงชอบฟังเพลงตามรสนิยมของแต่ละคน
.
ผมนั้นก็ชอบฟังเพลงเช่นกัน ส่วนมากแล้วเป็นเพลงลูกทุ่งเก่า ๆ สมัยยังเป็นเด็กและวัยรุ่น จึงต้องอาศัยฟังจากซีดี เพราะสถานีวิทยุในปัจจุบันนี้หาที่จะเปิดเพลงลูกทุ่งสมัยเก่ามีน้อย มีแต่เพลงร่วมสมัยซึ่งผนุ่ม ๆ สาว ๆ เขาชอบฟังกัน
.
การฟังเพลงในรถยนต์นั้น แม้จะเป็นเพลงที่ชอบแต่ถ้าฟังนาน ๆ ก็เบื่อเช่นกัน และในซีดีแผ่นหนึ่งก็ไม่ได้มีเพลงที่เราชอบไปทั้งหมด เพลงที่ไม่ชอบก็มี ส่วนใหญ่ก็มีมากเสียด้วย ดังนั้น ฟังบ่อย ๆ เข้าเมื่อถึงเพลงที่ไม่ชอบก็ชักจะรำคาญ พาลหงุดหงิด ถ้าทนไม่ไหวก็กดข้ามไปฟังเพลงที่ชอบ
.
คิดไปคิดมาก้ได้ความว่า ทำเรื่องที่เราชอบก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน เช่นการฟังเพลงนี้แหละ แม้จะชอบฟังแต่ถ้าถึงเพลงที่ตัวเองไม่ชอบก็เบื่อ อาการเบื่อนี่แหละก็เป็นทุกข์
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านสอนไว้ว่า ถ้าฟังเพลงหรือดูมหรสพก้ต้องดูแบบที่ท่านพระอานนท์สมัยที่ยังเป็นฆารวาสดู คือดูให้เห็นธรรม นั่นคือ ไม่อะไรก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เป็นอนิจจังไม่แน่นอน เพลงที่เราชอบเมื่อได้ฟังก็เป็นสุข เป็นสุขก็ไม่ยาวนานเพราะเดี๋ยวเพลงก็จบ ส่วนเพลงที่เราไม่ชอบฟังแล้วก็เป็นทุกข์ แต่ก็จบเหมือนกัน สรุปแล้ว ความสุขความทุกข์ที่เกิดจากการฟังเพลงก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน
ชีวิตของเราก็เป็นเช่นนั้น มีทั้งสุขทั้งทุกข์ อันที่จริงแล้วมีทุกข์มากกว่าสุข ในที่สุดก็ตายไป จบลงเหมือนกัน แล้วก็วนเวียนมาเกิดเป็นทุกข์แบบนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด
พระอานนท์เถระสมัยเป็นฆารวาสท่านดูละครแล้วเห็นทุกข์ จึงออกแสวงหาอาจารย์จนพบพระอัสสชิ ได้ฟังหัวข้อธรรมสั้น ๆ ท่านก็บรรลุพระโสดาบัน เป็นพระอริยเจ้าในทันที
เมื่อฟังเพลงไปก้เบื่อจึงนำเอาแผ่นซีดีธรรมะที่หลวงพ่อท่านเทศน์สั่งสอนลูกหลานญาติโยมมาใส่ไว้ กล่องซีดีสำหรับเครื่องเสียงในรถใส่ได้ทั้งหมด 12 แผ่น แบ่งใส่เพลง 7 แผ่น ใส่ซีดีธรรมะ 5 แผ่น แรก ๆ ก็ฟังสลับกันโดยฟังเพลงเสียส่วนมาก แต่นานเข้าก็ฟังหลวงพ่อเทศน์เป็นหลัก
ฟังธรรมะนั้นต่างจากฟังเพลงมาก ไม่มีความหงุดหงิดหรือเบื่อหน่าย ฟังไปแล้วคิดตาม พิจารณาไปด้วยก็ได้ข้อคิดมากมาย ทั้งยังไม่เกิดอาการฟุ้งซ่านด้วย ขับรถไป ฟังเทศน์ไปก็ไม่มีปัญหา เมื่อตอนรถติดก็ตั้งใจฟังหลวงพ่อและทำกรรมฐานด้วยการสังเกตลมหายใจไปด้วย ถึงตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่า ถ้าเกิดตายตอนขับรถคงได้ไปดีเพราะใจติดอยู่กับพระและธรรมะ
ตอนนี้รุ้สึกเป็นทุกข์น้อยลง คือไม่มีการอารเบื่หรือหงุดหงิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว รถติดก็ทำกรรมฐานดูลมหายใจ บางครั้งก็ภาวนาคาไปด้วยฟังหลวงพ่อไปด้วยก้รู้เรื่องได้ เวลารถวิ่งก็ภาวนาคาถาตามลมหายใจ ทั้งฟังหลวงพ่อไปด้วยก็ได้ ไม่ฟุ้งซ่านเผลอไผลไปชนรถคันอื่นเลย บางช่วงรู้สึกว่าสติแจ่มใสมากกว่าการนั่งภาวนาเงียบ ๆ
หากท่านใดได้อ่านก็ลองนำไปใช้ดูนะครับ
โกศล อนุสิม

เชิญแสดงความคิดเห็น