ผูกพันจึงได้พบ

พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นสัพพัญญู รู้แจ้งเจนจบทุกอย่าง ได้ทรงตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายในจักรวาลนี้ ล้วนแต่เวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วน จักรวาลก็เกิดและดับมานับไม่ถ้วนเช่นกัน ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นญาติมิตร พ่อแม่ พี่น้องกัน กันนับหมื่นนับแสนชาติในอนันตกาลที่ผ่าน

ทั้งหลายที่ทรงกล่าวถึง ย่อมหมายรวมเอาสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกันทั้งสิ้น หมุนเวียนเปลี่ยนกันเกิดดับตามกรรมของตน ไม่มีใครที่ไม่เคยขึ้นสวรรค์ ไม่มีใครที่ไม่เคยลงนรก ไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายผู้พ้นกิเลสแล้ว ก็ล้วนแต่เคยเกิดเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม มาแล้วทั้งสิ้น

นี่เป็นวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุด เวียนหมุนไปรอบแล้วรอบเล่า เราทั้งหลายจึงมีโอกาสอย่างแน่นอนที่จะพบกันมาก่อนนะครับ คนที่เป็นศัตรูกันในชาตินี้ ย่อมเคยเป็นพ่อแม่ พี่น้อง กันมาแล้วในหลายๆชาติ คนที่เป็นพ่อลูกกันก็อาจเคยเป็นศัตรูกันมาแล้วในหมื่นแสนล้านชาติที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมคนหลายๆคนอยู่กันคนละขอบโลก ในที่สุดก็มาพบกันด้วยเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง หลายๆกรณีเป็นไปในแบบที่ไม่น่าเชื่อก็มีให้เห็น

นั่นเป็นเพราะแรงแห่งความผูกพันที่มีมาแต่ปางก่อน ซึ่งเราไม่รู้ครับว่าเรื่องอะไร มันเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้

ผมก็เช่นเดียวกัน ผมก็ไม่เคยนึกมาก่อนหรอกว่า ผมจะมีเมียเป็นคนกรุงเทพฯ เมื่อผมเกิดมาเป็นลูกชาวนา โตกับท้องนา อยู่กับโคลนตม ไม่นึกหรอกว่าจะได้มากรุงเทพ มาเรียนหนังสือ แล้วพบกับคู่ชีวิตตอนเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าหากไม่มีความผูกพันกันมาก่อนแบบชนิดที่อธิษฐานตามกันมา ก็คงไม่มีพลังฉุดดึงให้มาพบกันได้แน่แท้

เมื่อพิจารณาตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมเชื่อย่างแน่นอนว่า เราทั้งหลายล้วนแต่เป็นไปตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้ เราในที่นี้ก็คือสัตว์ทั้งหลาย คือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม ล้วนแต่มีความผูกพันกันทั้งสิ้น

ผมนึกถึงแมวตัวแรกที่เลี้ยง คือพี่อ้วน ที่จริงแล้วชื่ออ้วนเฉยๆ เมื่อลูกสาวผมเกิดเธอก็เรียกอ้วนว่าพี่อ้วน พ่อกับแม่จึงเรียกพี่อ้วนตามลูก พี่อ้วนเป็นลูกแมวจรจัดในซอย มีพี่น้องอีกสองตัว ด้วยเหตุใดไม่ทราบ อยู่ๆแม่ก็ทิ้งพี่อ้วน เลี้ยงเฉพาะลูกอีกสองตัว ตอนนั้นพี่อ้วนยังเป็นลูกแมว อายุไม่น่าจะเกินสองเดือน ตัวเล็กๆขนฟูๆ เมื่อถูกแม่ทิ้งก็ร้องด้วยความหิว ร้องอยู่ข้างกำแพงรกๆใกล้ๆประตูบ้าน หนึ่งวันกับหนึ่งคืน ในตอนกลางคืนนั้นผมนอนไม่หลับเพราะเสียงลูกแมว ตื่นเช้าก่อนไปทำงาน ผมเดินไปหาในพงรกก็เจอลูกแมวมอมแมมท่าทางหิวโหย แปลกใจที่ไม่หนีคน แต่มองตาแป๋วเหมือนกับจะดีใจ ผมจึงพูดกับลูกแมวว่า กลับจากทำงานตอนเย็น ถ้ายังอยู่จะเลี้ยงนะ จากนั้นก็ขับรถไปทำงานตามปกติ

พอกลับมาตอนเย็นผมหาลูกแมวตรงที่เจอเมื่อเช้านี้ แต่ไม่เห็น จึงเข้าใจว่า แม่แมวเปลี่ยนใจมาเอาลูกคืนไปแล้ว ที่ไหนได้ เมื่อเข้าบ้าน ลูกแมวมารอใต้ต้นมะม่วงข้างชายคาบ้านแล้ว มองมาตาแป๋วเหมือนตอนเช้า

ผมกับเมียก็เลยต้องเลี้ยงพี่อ้วนมาตั้งแต่บัดนั้น ซื้อนมกล่องมาเลี้ยง พี่อ้วนจึงเป็นแมวที่โตมาด้วยนมวัว กลายเป็นสมาชิกในบ้าน เมื่อลูกผมเกิดมา ลูกก็รักแมวเหมือนพี่จริงๆ เรียกแมวว่าพี่อ้วน ทั้งคนทั้งแมวนอนด้วยกันบนเตียง แมวเบียดคน คนเบียดแมว เห็นแล้วก็ทำให้คิดว่า เขาจะต้องผูกพันกันมาก่อนเช่นกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มาประสบพบเจอกันในครอบครัวเดียวกัน

พระพุทธองค์ทรงเป็นสัพพัญญู ทรงรู้ความจริงทั้งหลายจนสิ้น แต่พระองค์ทรงเลือกเฟ้นความจริงที่เป็นประโยชน์มาสั่งสอนมนุษย์ ในเรื่องที่ทรงตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายล้วนแต่เคยเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติมิตร กันมาก่อนทั้งสิ้น ก็เพื่อให้เรารู้ความจริงข้อนี้ จะได้ไม่โกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชังกัน ทำร้ายกัน เพราะต่างเคยผูกพันกันมา แต่มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าใจและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์

คนเราเคยเป็นญาติพี่น้องมาปลายภพชาติ จึงไม่ควรจะเกลียดโกรธกันเลย เกิดมาก็จะต้องตายอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะฆ่าฟันกันไปทำไมหนอ ช่วยเหลือเจือจานกันไม่กว่าหรือ เพราะเราจะต้องเจอกันอีกในภพชาติต่อไป จนกว่าจะสิ้นกิเลส

ผมนึกถึงพี่อ้วน ชาติที่ผ่าน ๆ มาผมคงเป็นหนี้ชีวิต ชาตินี้จึงต้องตอบแทน ต่อไปภายหน้า ผม เมีย ลูก อาจจะได้รับความช่วยเหลือจากพี่อ้วน ต่อไป ผมอาจต้องพลาดพลั้งเกิดเป็นหมาเป็นแมว เป็นสัตว์เลี้ยงของพี่อ้วนก็ได้

คุณทั้งหลายที่ได้อ่านบันทึกของผม เราก็คงมีความผูกพันกันมาก่อน จึงได้มารู้จักกัน แม้จะเพียงแค่ผ่านบล็อก แต่นี่ก็หมายความว่าเราได้พบกันแล้ว ได้แบ่งปันน้ำใจแก่กัน ตามลำดับความผูกพันนั่นเอง

ถ้าผูกพันมากๆ ตอนผมตาย หลายๆคนอาจได้ไปงานศพของผมก็เป็นได้ ถึงตอนนั้นผมก็คงไม่ได้มาทักทายแล้วล่ะครับ ถ้ามาได้จริงก็คงเผ่นกันกระเจิง ทิ้งศพผมให้เหงาในศาลาวัดแท้ทีเดียว

เอาเป็นว่า ถึงตอนนั้นผมจะไม่มาทักใครก็แล้วกัน!

โกศล อนุสิม
๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เรื่องในหมวดเดียวกัน

This entry was posted on Wednesday, February 3rd, 2010 and is filed under ชีวิตในธรรม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญแสดงความคิดเห็น

บันทึกเรื่องการปฏิบัติธรรมใน 365 วัน

ปฏิทิน

September 2010
M T W T F S S
« Jul    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

สารบัญตามหวดหมู่

เรื่องย้อนหลัง

คนร่วมคุย

Free counter and web stats