ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุด ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรรมใดหากเคยมีต่อกัน ก็ขออโหสิกรรมเลิกแล้วแก่กันเพียงเท่านี้เถิด
นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งของสังคมไทย จะดีจะชั่วอย่างไรในสายตาของผู้อื่น ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่มีสิทธิ์จะคิดและเชื่อตามข้อมูลและการรับรู้ของตน แต่สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช นั้นเขาได้ทำหน้าที่ที่คนๆหนึ่งจะพึงกระทำตามทางที่ตนได้เลือกไว้จนจบแล้ว
Written on November 25, 2009 | Posted in
ชีวิตในธรรม |
Leave a comment
อนิจจังวัตตะสังขารา สังขารนี้ไม่เที่ยง เกิดแล้วตาย นี่เป็นคำสอนพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธจ้า
ใครจะใหญ่แค่ไหนก็ต้องตาย เทวดา พรหมทั้งหลายที่อายุยืนนานแค่ไหนก็ตาย (จุติ) คนตายจากคนไปเป็นพรหมหรือเทวดาได้ พรหมหรือเทวดา จุติมาเป็นคนได้ หรืออย่างต่ำๆ ก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือตกนรกไปตามกรรมเลวๆ ของตนที่ยังติดค้างอยู่
สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของไทย เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่คนหนึ่งในโลกมนุษย์ บัดนี้ได้ล่วงไปแล้วจากความเป็นมนุษย์ เดินทางต่อไปตามกรรมของตน ส่วนจะไปยังที่ใดนั้นนั้นเราก็ไม่อาจรู้ได้
Written on November 24, 2009 | Posted in
ชีวิตในธรรม |
Leave a comment
คนรวยๆมักจะขี้เหนียว ไม่ค่อยแบ่งปันผู้อื่น ในนิทานที่เล่ากันต่อๆมาตั้งแต่โบราณ มีเศรษฐีใจบุญน้อยมาก ดูเหมือนว่า คนที่เป็นเศรษฐีนั้น ต้องขี้เหนียวจึงจะเป็นเศรษฐีได้ คนไม่ขี้เหนียวจะเป็นคนยากจน
โลกในปัจจุบัน คนที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์นับร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านแสนล้าน ก็ดูเหมือนขี้เหนียวเช่นเดียวกัน ขี้เหนียวในที่นี้คือขี้เหนียวต่อคนอื่น แต่สำหรับตนเองไม่ขี้เหนียว ใช้เงินทองที่มีอยู่ปรนเปรอความสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเศรษฐีเมืองไทย หาคนใจบุญได้น้อย ทั้งๆที่มีคนรวยขั้นเศรษฐีเป็นอันมาก หลายคนรวยแล้วยังถูกกล่าวหาจากสังคมว่าคดโกงอีก
Written on November 23, 2009 | Posted in
ชีวิตในธรรม |
Leave a comment
อนาถบิณฑิกะเศรษฐีเป็นชื่อที่คงอยู่คู่กับประวัติพุทธศาสนา เพราะเป็นผู้นับถือและอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาอย่างหาผู้เสมอได้น้อย นอกจากนี้ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนยากจน โดยตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารและหยูกยา ของใช้อันจำเป็นแก่คนยากไร้โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน ชื่อ“อนาถบิณฑิกะเศรษฐี” ก็ได้มาด้วยการกระทำดังกล่าว ซึ่งหมายความว่า “ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา”
เศรษฐีท่านนี้เป็นชาวเมืองสาวัตถีโดยกำเนิด เกิดในตระกูลเศรษฐีที่มีทรัพย์มหาศาล บิดาชื่อสุมนะ ตัวท่านเองนั้นชื่อสุทัตตะ เมื่อบิดาสิ้นชีพลงก็ได้รับมรดกและสืบต่อกิจการงานแทน สุทัตตะเศรษฐีทำมาค้าขายระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองราชคฤห์เป็นประจำ มีเพื่อนเศรษฐีเมืองเมืองราชคฤห์ ต่อมาสนิทสนมกันโดยแต่งงานกับน้องสาวของเพื่อน และเพื่อนก็แต่งงานกับน้องสาวของท่าน
Written on November 22, 2009 | Posted in
ชีวิตในธรรม |
Leave a comment
พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง (จันทาราม) อ.เมือง จ.อุทัยธานี คือพระสงฆ์ผู้ทรงคุณความดีเป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก แม้ท่านมรณภาพไปแล้วกว่าสิบปี แต่ยังมีผู้ศรัทธาในปฏิปทา ไปกราบนมัสการสรีระของท่านที่วัดท่าซุงอย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งผมด้วยคนหนึ่ง
หลวงพ่อฤษีลิงดำท่านนำพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสั่งสอนลูกศิษย์และผู้ศรัทธาทั้งหลาย ด้วยถ้อยคำธรรมดาๆ มีศัพท์แสงภาษาบาลีหรือที่เราเรียกว่าภาษาพระน้อยมาก ฟังที่ท่านเทศน์ หรืออ่านหนังสือที่ท่านเขียนแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก นำไปปฏิบัติตามได้อย่างที่รู้สึกว่าไม่เกินกำลัง
หนังสือเล่มที่กำลังเขียนถึงอยู่นี้คือ หนีนรก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และรู้สึกว่าไม่เป็นการหนักมากหากจะทำตามที่ท่านสอน เพื่อหนีนรก ทั้งหนีให้ได้เฉพาะชาตินี้ ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อให้เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม หากจะหนีให้ตลอดไปก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นต้นคือพระโสดาบัน ซึ่งนรกไม่ต้อนรับอีกแล้ว
สำหรับเราๆท่านๆที่ต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ท่านสอนให้ปฏิบัติหนีนรกแบบเบาๆ ไม่เกินกำลังที่เราจะทำได้ ด้วยการเจริญพุทธานุสสติ ธรรมานุสสสติ สังฆานุสติ แบบง่ายๆ
การเจริญพุทธานุสสติ นั้นท่านแนะว่า ให้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยการบูชาพระพุทธรูปทุกวัน อาจจัดสิ่งของถวายเช่น อาหาร หรือผลไม้เท่าที่หาได้ เวลาถวายก็ทำด้วยความเคารพและจดจำรูปพระพุทธรูปไว้ ทำทุกวันก็จะทำให้เรานึกถึงพระพุทธรูป เป็นพุทธานุสสติ คือระลึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อทำจนชินแล้วว่างตอนไหนใจเราจะนึกถึงขึ้นมาเอง เรียกว่ามีฌาณในพุทธานุสสติกรรมฐาน ซึ่งพุทธานุสสตินี้เป็นบุญใหญ่
การเจริญธรรมานุสสติ [...]
Written on November 22, 2009 | Posted in
เรียนธรรมจากหนังสือ |
4 Comments
ธรรมชาติของคนเรา—หรืออันที่จริงแล้วก็สิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั่นแหละ ต่างก็ไม่ชอบสิ่งที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุข ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเกิดจากตัวเอง หรือผู้อื่น หรือจากสิ่งแวดล้อม เพราะมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็ต้องการความสุขสบาย ไม่ชอบความทุกข์
แต่ธรรมชาตินั้น สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความทุกข์มากว่าความสุข นี่เป็นความจริงที่สุด พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า เกิดมาย่อมเป็นทุกข์ เมื่อไม่เกิดก็ไม่ทุกข์ การที่จะไม่เกิดก็คือไปพระนิพพาน ซึ่งไปไม่ได้ง่ายๆสำหรับพวกเราที่เป็นคนกิเลสหนา แบกกรรมไม่ดีที่ตัวเองก่อไว้จนหนักอึ้ง
ดังนั้นต้องต่อสู้ดิ้นรนกันไปจากว่าลมหายใจจะขาด!
Written on November 22, 2009 | Posted in
ชีวิตในธรรม |
Leave a comment
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธสุภาษิตไว้บทหนึ่งว่า อัตตนา โจทยัตตานัง แปลความหมายได้ว่า จงเพ่งโทษตนเองให้เป็นปกติ
ทำไมต้องเพ่งโทษตนเอง
การเพ่งโทษตนเองตามนัยแห่งพุทธสุภาษิตนี้ ครูบาอาจารย์ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้อธิบายว่า เป็นการเตือนสติตนเอง หาความผิดของตนเอง ค้นความไม่ดีของตนเอง พิจารณาหาข้อบกพร่องของตนเอง ไม่ใช่ทำธรรมดา แต่ต้องทำให้มาก เพื่อว่าเมื่อเห็นความไม่ดีไม่งามของตัวเองแล้วจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง
Written on November 22, 2009 | Posted in
ชีวิตในธรรม |
Leave a comment
คนโบราณสร้างพระเครื่องขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระ พุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เตือนสติให้นึกถึงความดี ความงาม ความจริงแห่งคำสอนของพระบรมศาสดา เมื่อคนนึกถึงแล้วย่อมจะปฏิบัติตามคำสั่งสอน เป็นการสืบทอดพระศาสนาไปโดยปริยาย
แต่ปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการสร้างพระเครื่องมุ่งไปในทาง ปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมผู้ห้อยพระโดยอาศัยอำนาจศักดิ์สิทธิของ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ในลักษณะของการพึ่งพาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ให้บันดาลโชคลาภ ความร่ำรวย หรืออยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด เป็นหลัก
Written on November 22, 2009 | Posted in
คำสอนครูบาอาจารย์ |
Leave a comment